สังคมต้องตั้งสติ นักศึกษา 14 คน
มันใช่เวลาเรียกร้องหรือเปล่า?

 

4 มิถุนายน 58 -  ฟังข่าวมาได้สักพักว่ามีนักศึกษา 14 คน  ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อประท้วงหรือเรียกร้องอะไรบางอย่าง ประมาณว่าเขาอยากเห็นประชาธิปไตยที่ไมใช่แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

 

ล่าสุดพวกเขาได้รวมกลุ่มกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกกลุ่ม ซึ่งข่าวบางสำนักก็บอกว่าเป็นการลงทุนปลุกการเคลื่อนไหวจากคนมีอิทธิพลทางการเมืองมาอีกที

 

แล้วยิ่งถูกจับด้วยข้อหารวมกลุ่มกันเกิน 5 คนเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง  ทำให้จุดประเด็นการเมืองที่สงบมาหลายเดือนให้มีกลิ่นเหม็นๆ อีกครั้ง

 

หลายคนหลายความคิด แต่เราก็ไม่เข้าใจว่า พวกน้องๆ  เขาออกมาเคลื่อนไหวอะไรกันทำไมในตอนนี้

-           เวลานี้คนไทยส่วนใหญ่อยากเห็นประเทศสงบ

-           คนส่วนใหญ่อยากซ่อมแซมประเทศ อยากให้ประเทศพัฒนาไปข้างหน้า

-           เงินในระบบเศรษฐกิจยังไม่หมุนเวียนดี คนจนก็จน คนรวยก็รวย

-           เงินเดือนกับการจ้างงานมันไม่สมดุลกัน

 

ซึ่งถ้ามองให้ดี การเมืองประเทศเราพูดยาก  อาจจะไม่เหมาะกับระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ณ เวลานี้ จะปกครองแบบไหนไม่สำคัญ คนไทยเรารักกัน และขับเคลื่อนประเทศไปได้ก็พอ



เรื่องจากการชิงรางวัล

 

เรื่องนี้ถ้าไม่พูด นอนไม่หลับ  เล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ ยากจะเข้าใจ

 

เรื่องแรก มีอยู่ว่า งานที่ทำอยู่ออกกิจกรรมให้ลูกค้าได้ร่วมสนุก เป็นลูกค้ากลุ่มแม่ๆ ทีนี้ มีแม่คนหนึ่ง ส่งมาซ้ำ โดยเปลี่ยนรูป เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนที่อยู่ในการส่ง  ทีมงานก็ไม่รู้  เพราะมันแตกต่างกันมาก  มารู้ตอนที่มีแม่คนอื่นส่งข้อความมาบอก

 

ส่วนตัวเราอยากให้ตัดสิทธิ์ อยากให้ออกกติกาว่า ใครที่เคยได้รางวัลจากกิจกรรมนี้แล้ว ไม่ควรได้ซ้ำอีก เพราะบางบ้านส่งมาได้ทั้งพี่ทั้งน้อง ยังสละสิทธิ์รางวัลมาเพื่อให้คนอื่นได้รางวัลบ้าง  แต่ต้องยอมรับว่าแม่ประเภทนี้มีเยอะ  เราไม่ได้กำหนดในกติกาตั้งแต่แรก  แต่มันก็เป็นเรื่องของมนุษยธรรมและความถูกต้อง

 

ด้วยรางวัลมูลค่าไม่ถึง ๑๐๐ บาท  จึงต้องปล่อยไป  แต่ความจริงแล้ว รางวัลที่คุณแม่ท่านนี้ได้มันไม่ได้น่าภูมิใจเลย แล้วอีกหน่อย ในเรื่องอื่นๆ เขาจะสอนลูกเขาว่าอย่างไร?

 

อันนี้เป็นเรื่องของคนอื่น

เป็นกิจกรรมประกวดของที่อื่น  วิธีคือ ให้ส่งรูปผ่านทางเว็บไซต์ เด็กคนไหนที่ได้รับการโหวตมากที่สุด จะได้ถ่ายแฟชั่นปก

มีเด็กสองคนที่คะแนนสูสีกันมาตลอด เด็กผู้หญิงคะแนนนำ แต่เด็กผู้ชายมาชนะเอาชั่วโมงสุดท้ายของการโหวต และภายหลังถูกตัดสิทธิ์ว่าได้คะแนนมาโดยมิชอบ เด็กผู้หญิงจึงได้รางวัล

 

คนที่เชียร์เด็กผู้ชายก็กล่าวหาว่า คณะกรรมการไม่ยุติธรรม รู้จักกับเด็กผู้หญิงมาก่อนหรือเปล่า? จึงเชียร์ขนาดนี้

คนที่เชียร์เด็กผู้หญิงก็บอกว่า พ่อของเด็กผู้ชายโกง เพราะมีการเอาแหวนมีราคา ออกมาจัดกิจกรรมให้คนช่วยโหวต

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวในเว็บไซต์พันทิปและแฟนเพจของผู้จัดกิจกรรม  โดยมีมุมมองสองอย่าง 

เราว่า เรื่องนี้ไม่สามารถบอกว่าฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิดได้จริงๆ คณะกรรมการก็ไม่ผิด พ่อของเด็กผู้ชายก็ไม่ผิด

 

พ่อของเด็กผู้ชาย เป็นแอดมินกลุ่มพระเครื่องในเฟซบุ๊ก ซึ่งอัพรูปของน้องคนนี้มาตั้งแต่อยู่ในท้อง พอคลอดออกมาก็มีคนรู้จักมากกว่า ๓๐,๐๐๐ คน  เพราะสมาชิกกลุ่มมีกว่า ๓๐,๐๐๐  คน   นอกจากพระเครื่องแล้ว กลุ่มนี้ยังเล่นของเก่า  ต้องยอมรับว่าค่อนข้างมีฐานะกัน พอของเด็กเอาแหวนราคาประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาทมาแจ้งกับสมาชิกกลุ่มว่า จะสุ่มให้รางวัลกับคนที่ไปช่วยโหวตน้อง  ดังนั้นจึงมีทั้งคนที่ชื่นชอบน้องอยู่แล้ว โหวตให้ กับคนที่อยากได้แหวน ก็โหวตให้

 

ทางคณะกรรมการบอกว่าวิธีนี้ไม่ถูกต้อง ต้องตัดสิทธิ์
มีคนอื่นแย้งว่า ..”แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กผู้หญิงไม่ได้โกง?”

ด้วยความที่เราทำงานด้านนี้  เรารู้ว่าเด็กคนหนึ่งไม่มีทางที่จะได้ยอดกดไลค์รูปได้เป็นหมื่น ถ้าไม่ใช่ลูกคนดังจริงๆ เด็กผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้เป็นลูกคนดัง ไม่ได้เป็นดารา แต่ก็บอกไม่ได้ว่าคะแนนหมื่นกว่านี้มาจากไหน?


แต่มุมที่เราอยากให้มองคือ การกระทำของพ่อเด็กชาย จะว่าผิดมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ  แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมทั่วไปของคนในสังคมไทยด้วยซ้ำ

คนรวย คนมีเงิน คนที่มีสังคม  เขาก็มีคนรู้จักนับหน้าถือตามากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร  ถือว่ามีต้นทุนสูง แต่คนธรรมดาๆ  คนหนึ่ง จะให้ขึ้นมาเป็นที่ยอมรับ มันไม่ใช่ง่ายๆ นะ

 

ไม่รู้จะพูดยังไง...

 

เมื่อไม่นานมานี้มีการประกวดเด็กเพื่อคัดเป็นแอมบาสเดอร์ที่ห้างแห่งหนึ่งย่านชลบุรี

ทีนี้ทางห้างก็เชิญคณะกรรมการจากหลายๆ ที่มาตัดสิน  ผู้ช่วย บก.บห. ตอนแรกจะไป พอดีติดภารกิจ พี่อีกคนหนึ่งต้องไปแทน  โชคดีจริงๆ ที่พี่เขาไปไม่ได้ แล้วให้พี่คนนี้ไปแทน  เพราะพี่แกเป็นนักมวย

เรื่องของเรื่องคือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้รางวัลชนะเลิศ  เพราะหลายคำตัดสินมองว่าน้องแต่งตัวเกินเด็ก  และมีจริตที่เกินเด็กไปแล้ว  ขนาดอยู่บนเวที ได้รางวัลอื่น ยังโยนรางวัลทิ้ง  ส่วนพ่อกับแม่เด็ก นี่ถีบโต๊ะเก้าอี้ล้ม ด่ากรรมการว่าไม่ยุติธรรม

 

มันเห็นๆ กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร

สงสารเด็กที่มีพ่อแม่แบบนี้

 

---------------------------

หลายๆ ครั้ง ทำงานกับคนกลุ่มนี้แล้วมองเห็นเลยว่าอนาคต สังคมประเภทเราจะเป็นอย่างไร

 

กฎ ไม่เท่า กติกา

เพราะสังคมเรายังเป็นแบบนี้  ช่องว่างมันเยอะ  คนเราถึงไม่พัฒนา

ไปอ่านเจอเรื่องนี้มาจากเฟซบุ๊กคนคนหนึ่งในเฟซบุ๊ก ดีมากๆ เลยสำหรับคนที่จะทำงานด้านค้าขาย


"จะขายหวีให้พระภิกษุอย่างไร" #ข้อคิดชีวิตทำงาน

29 ธันวาคม 2014 เวลา 17:12 น.

ขอมอบเรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นของขวัญปีใหม่ 2015 ให้เพื่อนๆทุกคนครับ #AumSkyExits


"จะขายหวีให้พระภิกษุอย่างไร" #ข้อคิดชีวิตทำงาน


ก่อนที่จะอ่านบทความต่อไปนี้ ลองครุ่นคิดใคร่ครวญดูว่าหากคุณเป็นพนักงานขาย เจ้านายใช้ให้คุณขายหวีให้แก่พระภิกษุซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หวีเลย คุณจะทำอย่างไร ลองนำไปทดสอบกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างกายคุณ ดูซิว่าเพื่อนของคุณเป็นคนประเภทไหน

 

เจ้านายทดสอบความสามารถของลูกน้อง ในการขายสินค้าจึงตั้งหัวข้อไว้ว่า ให้พวกเขานำหวีไปขายให้แก่ พระภิกษุ

คนแรก..พึ่งจะก้าวออกจากห้อง ก็ก่นด่า เจ้านายบ้าบออะไรพระภิกษุล้วนไม่มีเส้น ผม ยังจะไปขายหวีให้ เลยไปดื่มเหล้าที่ร้านดื่มแล้วนอนหลับหนึ่งตื่น จึงกลับไปหาเจ้านาย แล้วพูดว่าพระภิกษุไม่มีเส้นผม ขาย
หวีไม่ได้ เจ้านายยิ้มๆแล้วพูดว่า พระภิกษุไม่มีเส้นผมยังต้องให้เธอมาบอกข้าเหรอ?

คนที่สอง..ไปที่วัดแห่งหนึ่ง หาพระภิกษุจนพบ บอกพระภิกษุว่าผมคิดจะขายหวีให้ท่านอันหนึ่ง พระภิกษุบอกว่า อาตมาไม่จำเป็นต้องใช้คนที่สองจึงอธิบายเรื่องราว ความเป็นมาให้พระภิกษุฟังว่าหากผมขายหวีไม่ได้แล้วก็จะตกงาน ขอให้ท่านเมตตาเถอะ พระภิกษุจึงซื้อไปหนึ่งอัน

คนที่สาม..ไปที่วัดเพื่อขายหวีเช่นกัน พระภิกษุบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ คนที่สามเดินวนไปมาในวัดสักครู่ แล้วพูดกับพระภิกษุว่า "ไหว้พระใช่ ไม่ใช่ต้องมีความจริงใจ" พระภิกษุตอบว่า "ใช่" " มีความจริงใจก็ต้องมีใจ ที่เคารพด้วยใช่หรือไม่ ?" พระภิกษุตอบว่า" ใช่ ต้องให้ความเคารพด้วย"

คนที่สามจึงพูดต่อว่า " ท่านดูซิผู้มากราบไหว้ล้วนมาจากแดนไกล พวกเขาล้วนเคร่งในศาสนาอย่างจริงใจ แต่ทว่า พวกเขามาจากแดนไกล ผมเผ้ายุ่งเหยิงแล้วจะเคารพพระได้เช่นไรหากทางวัดซื้อหวีไว้บ้าง ให้ผู้มากราบไหว้หวีผมเผ้าให้เรียบร้อยล้างหน้าให้สะอาดก็จะเป็นการให้เกียรติให้ความเคราพต่อพระ ใช่หรือไม่?" พระภิกษุพูดว่า " มีเหตุผลจึงซื้อไว้สิบอัน

คนที่สี่..ก็มาถึงที่วัดๆหนึ่ง เพื่อขายหวีเช่นกัน พระภิกษุพูดว่าไม่มีความจำเป็นจริงๆ คนที่สี่พูดกับพระภิกษุว่า..หากทางวัดเตรียมหวีไว้ เพื่อเป็นของกำนัลแก่ผู้มากราบไหว้พระเป็นทั้งรูปธรรม อีกทั้งมีความหมาย ผู้เลื่อมใสศรัทธาก็จะทวีมากยิ่งขึ้นพระภิกษุคิดๆ แล้วมีเหตุผลเลยซื้อไว้หนึ่งร้อยอัน

คนที่ห้า..ไปขายหวีที่วัดเหมือนกัน พระภิกษุพูดว่าไม่มีความจำเป็นจริงๆ เขาเลยพูดกับพระภิกษุว่า " ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในศีลธรรมอีกทั้ง..แตกฉานในพระคัมภีร์หากท่านแกะสลักคำสอนไว้บนหวี อีกทั้งคำอวยพรมอบแก่ผู้มากราบไหว้พระ ก็จะเป็นการเผยแผ่คำสั่งสอน ของพระพุทธศาสนา " พระภิกษุยิ้มๆจากนั้นจึงได้ซื้อหวีไว้หนึ่งพันอัน

คนที่หก..ก็ไปขายหวีที่วัดแห่งหนึ่งเช่นกัน พระภิกษุพูดว่าไม่มีความจำเป็นจริงๆ คน ผู้นี้ได้พูดคุยกับพระภ