สังคมต้องตั้งสติ นักศึกษา 14 คน
มันใช่เวลาเรียกร้องหรือเปล่า?

 

4 มิถุนายน 58 -  ฟังข่าวมาได้สักพักว่ามีนักศึกษา 14 คน  ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อประท้วงหรือเรียกร้องอะไรบางอย่าง ประมาณว่าเขาอยากเห็นประชาธิปไตยที่ไมใช่แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

 

ล่าสุดพวกเขาได้รวมกลุ่มกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกกลุ่ม ซึ่งข่าวบางสำนักก็บอกว่าเป็นการลงทุนปลุกการเคลื่อนไหวจากคนมีอิทธิพลทางการเมืองมาอีกที

 

แล้วยิ่งถูกจับด้วยข้อหารวมกลุ่มกันเกิน 5 คนเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง  ทำให้จุดประเด็นการเมืองที่สงบมาหลายเดือนให้มีกลิ่นเหม็นๆ อีกครั้ง

 

หลายคนหลายความคิด แต่เราก็ไม่เข้าใจว่า พวกน้องๆ  เขาออกมาเคลื่อนไหวอะไรกันทำไมในตอนนี้

-           เวลานี้คนไทยส่วนใหญ่อยากเห็นประเทศสงบ

-           คนส่วนใหญ่อยากซ่อมแซมประเทศ อยากให้ประเทศพัฒนาไปข้างหน้า

-           เงินในระบบเศรษฐกิจยังไม่หมุนเวียนดี คนจนก็จน คนรวยก็รวย

-           เงินเดือนกับการจ้างงานมันไม่สมดุลกัน

 

ซึ่งถ้ามองให้ดี การเมืองประเทศเราพูดยาก  อาจจะไม่เหมาะกับระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ณ เวลานี้ จะปกครองแบบไหนไม่สำคัญ คนไทยเรารักกัน และขับเคลื่อนประเทศไปได้ก็พอ



เรื่องจากการชิงรางวัล

 

เรื่องนี้ถ้าไม่พูด นอนไม่หลับ  เล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ ยากจะเข้าใจ

 

เรื่องแรก มีอยู่ว่า งานที่ทำอยู่ออกกิจกรรมให้ลูกค้าได้ร่วมสนุก เป็นลูกค้ากลุ่มแม่ๆ ทีนี้ มีแม่คนหนึ่ง ส่งมาซ้ำ โดยเปลี่ยนรูป เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนที่อยู่ในการส่ง  ทีมงานก็ไม่รู้  เพราะมันแตกต่างกันมาก  มารู้ตอนที่มีแม่คนอื่นส่งข้อความมาบอก

 

ส่วนตัวเราอยากให้ตัดสิทธิ์ อยากให้ออกกติกาว่า ใครที่เคยได้รางวัลจากกิจกรรมนี้แล้ว ไม่ควรได้ซ้ำอีก เพราะบางบ้านส่งมาได้ทั้งพี่ทั้งน้อง ยังสละสิทธิ์รางวัลมาเพื่อให้คนอื่นได้รางวัลบ้าง  แต่ต้องยอมรับว่าแม่ประเภทนี้มีเยอะ  เราไม่ได้กำหนดในกติกาตั้งแต่แรก  แต่มันก็เป็นเรื่องของมนุษยธรรมและความถูกต้อง

 

ด้วยรางวัลมูลค่าไม่ถึง ๑๐๐ บาท  จึงต้องปล่อยไป  แต่ความจริงแล้ว รางวัลที่คุณแม่ท่านนี้ได้มันไม่ได้น่าภูมิใจเลย แล้วอีกหน่อย ในเรื่องอื่นๆ เขาจะสอนลูกเขาว่าอย่างไร?

 

อันนี้เป็นเรื่องของคนอื่น

เป็นกิจกรรมประกวดของที่อื่น  วิธีคือ ให้ส่งรูปผ่านทางเว็บไซต์ เด็กคนไหนที่ได้รับการโหวตมากที่สุด จะได้ถ่ายแฟชั่นปก

มีเด็กสองคนที่คะแนนสูสีกันมาตลอด เด็กผู้หญิงคะแนนนำ แต่เด็กผู้ชายมาชนะเอาชั่วโมงสุดท้ายของการโหวต และภายหลังถูกตัดสิทธิ์ว่าได้คะแนนมาโดยมิชอบ เด็กผู้หญิงจึงได้รางวัล

 

คนที่เชียร์เด็กผู้ชายก็กล่าวหาว่า คณะกรรมการไม่ยุติธรรม รู้จักกับเด็กผู้หญิงมาก่อนหรือเปล่า? จึงเชียร์ขนาดนี้

คนที่เชียร์เด็กผู้หญิงก็บอกว่า พ่อของเด็กผู้ชายโกง เพราะมีการเอาแหวนมีราคา ออกมาจัดกิจกรรมให้คนช่วยโหวต

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวในเว็บไซต์พันทิปและแฟนเพจของผู้จัดกิจกรรม  โดยมีมุมมองสองอย่าง 

เราว่า เรื่องนี้ไม่สามารถบอกว่าฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิดได้จริงๆ คณะกรรมการก็ไม่ผิด พ่อของเด็กผู้ชายก็ไม่ผิด

 

พ่อของเด็กผู้ชาย เป็นแอดมินกลุ่มพระเครื่องในเฟซบุ๊ก ซึ่งอัพรูปของน้องคนนี้มาตั้งแต่อยู่ในท้อง พอคลอดออกมาก็มีคนรู้จักมากกว่า ๓๐,๐๐๐ คน  เพราะสมาชิกกลุ่มมีกว่า ๓๐,๐๐๐  คน   นอกจากพระเครื่องแล้ว กลุ่มนี้ยังเล่นของเก่า  ต้องยอมรับว่าค่อนข้างมีฐานะกัน พอของเด็กเอาแหวนราคาประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาทมาแจ้งกับสมาชิกกลุ่มว่า จะสุ่มให้รางวัลกับคนที่ไปช่วยโหวตน้อง  ดังนั้นจึงมีทั้งคนที่ชื่นชอบน้องอยู่แล้ว โหวตให้ กับคนที่อยากได้แหวน ก็โหวตให้

 

ทางคณะกรรมการบอกว่าวิธีนี้ไม่ถูกต้อง ต้องตัดสิทธิ์
มีคนอื่นแย้งว่า ..”แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กผู้หญิงไม่ได้โกง?”

ด้วยความที่เราทำงานด้านนี้  เรารู้ว่าเด็กคนหนึ่งไม่มีทางที่จะได้ยอดกดไลค์รูปได้เป็นหมื่น ถ้าไม่ใช่ลูกคนดังจริงๆ เด็กผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้เป็นลูกคนดัง ไม่ได้เป็นดารา แต่ก็บอกไม่ได้ว่าคะแนนหมื่นกว่านี้มาจากไหน?


แต่มุมที่เราอยากให้มองคือ การกระทำของพ่อเด็กชาย จะว่าผิดมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ  แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมทั่วไปของคนในสังคมไทยด้วยซ้ำ

คนรวย คนมีเงิน คนที่มีสังคม  เขาก็มีคนรู้จักนับหน้าถือตามากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร  ถือว่ามีต้นทุนสูง แต่คนธรรมดาๆ  คนหนึ่ง จะให้ขึ้นมาเป็นที่ยอมรับ มันไม่ใช่ง่ายๆ นะ

 

ไม่รู้จะพูดยังไง...

 

เมื่อไม่นานมานี้มีการประกวดเด็กเพื่อคัดเป็นแอมบาสเดอร์ที่ห้างแห่งหนึ่งย่านชลบุรี

ทีนี้ทางห้างก็เชิญคณะกรรมการจากหลายๆ ที่มาตัดสิน  ผู้ช่วย บก.บห. ตอนแรกจะไป พอดีติดภารกิจ พี่อีกคนหนึ่งต้องไปแทน  โชคดีจริงๆ ที่พี่เขาไปไม่ได้ แล้วให้พี่คนนี้ไปแทน  เพราะพี่แกเป็นนักมวย

เรื่องของเรื่องคือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้รางวัลชนะเลิศ  เพราะหลายคำตัดสินมองว่าน้องแต่งตัวเกินเด็ก  และมีจริตที่เกินเด็กไปแล้ว  ขนาดอยู่บนเวที ได้รางวัลอื่น ยังโยนรางวัลทิ้ง  ส่วนพ่อกับแม่เด็ก นี่ถีบโต๊ะเก้าอี้ล้ม ด่ากรรมการว่าไม่ยุติธรรม

 

มันเห็นๆ กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร

สงสารเด็กที่มีพ่อแม่แบบนี้

 

---------------------------

หลายๆ ครั้ง ทำงานกับคนกลุ่มนี้แล้วมองเห็นเลยว่าอนาคต สังคมประเภทเราจะเป็นอย่างไร

 

กฎ ไม่เท่า กติกา

เพราะสังคมเรายังเป็นแบบนี้  ช่องว่างมันเยอะ  คนเราถึงไม่พัฒนา

ไปอ่านเจอเรื่องนี้มาจากเฟซบุ๊กคนคนหนึ่งในเฟซบุ๊ก ดีมากๆ เลยสำหรับคนที่จะทำงานด้านค้าขาย


"จะขายหวีให้พระภิกษุอย่างไร" #ข้อคิดชีวิตทำงาน

29 ธันวาคม 2014 เวลา 17:12 น.

ขอมอบเรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นของขวัญปีใหม่ 2015 ให้เพื่อนๆทุกคนครับ #AumSkyExits


"จะขายหวีให้พระภิกษุอย่างไร" #ข้อคิดชีวิตทำงาน


ก่อนที่จะอ่านบทความต่อไปนี้ ลองครุ่นคิดใคร่ครวญดูว่าหากคุณเป็นพนักงานขาย เจ้านายใช้ให้คุณขายหวีให้แก่พระภิกษุซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หวีเลย คุณจะทำอย่างไร ลองนำไปทดสอบกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างกายคุณ ดูซิว่าเพื่อนของคุณเป็นคนประเภทไหน

 

เจ้านายทดสอบความสามารถของลูกน้อง ในการขายสินค้าจึงตั้งหัวข้อไว้ว่า ให้พวกเขานำหวีไปขายให้แก่ พระภิกษุ

คนแรก..พึ่งจะก้าวออกจากห้อง ก็ก่นด่า เจ้านายบ้าบออะไรพระภิกษุล้วนไม่มีเส้น ผม ยังจะไปขายหวีให้ เลยไปดื่มเหล้าที่ร้านดื่มแล้วนอนหลับหนึ่งตื่น จึงกลับไปหาเจ้านาย แล้วพูดว่าพระภิกษุไม่มีเส้นผม ขาย
หวีไม่ได้ เจ้านายยิ้มๆแล้วพูดว่า พระภิกษุไม่มีเส้นผมยังต้องให้เธอมาบอกข้าเหรอ?

คนที่สอง..ไปที่วัดแห่งหนึ่ง หาพระภิกษุจนพบ บอกพระภิกษุว่าผมคิดจะขายหวีให้ท่านอันหนึ่ง พระภิกษุบอกว่า อาตมาไม่จำเป็นต้องใช้คนที่สองจึงอธิบายเรื่องราว ความเป็นมาให้พระภิกษุฟังว่าหากผมขายหวีไม่ได้แล้วก็จะตกงาน ขอให้ท่านเมตตาเถอะ พระภิกษุจึงซื้อไปหนึ่งอัน

คนที่สาม..ไปที่วัดเพื่อขายหวีเช่นกัน พระภิกษุบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ คนที่สามเดินวนไปมาในวัดสักครู่ แล้วพูดกับพระภิกษุว่า "ไหว้พระใช่ ไม่ใช่ต้องมีความจริงใจ" พระภิกษุตอบว่า "ใช่" " มีความจริงใจก็ต้องมีใจ ที่เคารพด้วยใช่หรือไม่ ?" พระภิกษุตอบว่า" ใช่ ต้องให้ความเคารพด้วย"

คนที่สามจึงพูดต่อว่า " ท่านดูซิผู้มากราบไหว้ล้วนมาจากแดนไกล พวกเขาล้วนเคร่งในศาสนาอย่างจริงใจ แต่ทว่า พวกเขามาจากแดนไกล ผมเผ้ายุ่งเหยิงแล้วจะเคารพพระได้เช่นไรหากทางวัดซื้อหวีไว้บ้าง ให้ผู้มากราบไหว้หวีผมเผ้าให้เรียบร้อยล้างหน้าให้สะอาดก็จะเป็นการให้เกียรติให้ความเคราพต่อพระ ใช่หรือไม่?" พระภิกษุพูดว่า " มีเหตุผลจึงซื้อไว้สิบอัน

คนที่สี่..ก็มาถึงที่วัดๆหนึ่ง เพื่อขายหวีเช่นกัน พระภิกษุพูดว่าไม่มีความจำเป็นจริงๆ คนที่สี่พูดกับพระภิกษุว่า..หากทางวัดเตรียมหวีไว้ เพื่อเป็นของกำนัลแก่ผู้มากราบไหว้พระเป็นทั้งรูปธรรม อีกทั้งมีความหมาย ผู้เลื่อมใสศรัทธาก็จะทวีมากยิ่งขึ้นพระภิกษุคิดๆ แล้วมีเหตุผลเลยซื้อไว้หนึ่งร้อยอัน

คนที่ห้า..ไปขายหวีที่วัดเหมือนกัน พระภิกษุพูดว่าไม่มีความจำเป็นจริงๆ เขาเลยพูดกับพระภิกษุว่า " ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในศีลธรรมอีกทั้ง..แตกฉานในพระคัมภีร์หากท่านแกะสลักคำสอนไว้บนหวี อีกทั้งคำอวยพรมอบแก่ผู้มากราบไหว้พระ ก็จะเป็นการเผยแผ่คำสั่งสอน ของพระพุทธศาสนา " พระภิกษุยิ้มๆจากนั้นจึงได้ซื้อหวีไว้หนึ่งพันอัน

คนที่หก..ก็ไปขายหวีที่วัดแห่งหนึ่งเช่นกัน พระภิกษุพูดว่าไม่มีความจำเป็นจริงๆ คน ผู้นี้ได้พูดคุยกับพระภิกษุเพียงครู่เดียวกลับสามารถขายหวีได้หนึ่งหมื่นอัน คนผู้นี้พูดคุยอะไรล่ะ ? เขาบอกกับพระภิกษุว่า " หวี..เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชายหญิงที่มีใจศรัทธาที่มากราบไหว้พระ ผู้หญิงมักมีพกไว้ติดตัวหากท่านนำหวีมาปลุกเสก ให้เป็นสิ่งที่สามารถคุ้มครองพวกเธอก็จะเป็นการทำบุญให้ทาน อีกทั้งคุ้มครองให้ความปลอดภัยผู้มากราบไหว้พระอีกมากมาย ยังสามารถนำกลับไปให้ญาติสนิทมิตรสหายอีกด้วยคุ้มครองให้ปลอดภัย เผยแผ่ธรรมะ อีกทั้งเผยแพร่ชื่อเสียงของวัดย่อมเป็นคุณธรรมความดีที่ใหญ่หลวงยิ่ง แล้วท่านมีหรือที่จะไม่กระทำ"

พระภิกษุ : อมิตพุทธ สรรเสริญ สรรเสริญ พระท่านพนมมือแล้วกล่าวว่า" เมื่อโยมมีความหวังดีเช่นนี้ มีหรือที่อาตมาจะไม่กระทำตาม"  ด้วยเหตุฉะนี้ ทางวัดจึงซื้อหวีไว้หนึ่งหมื่นอัน ตั้งชื่อว่า" หวีสั่งสมความดี " " หวีคุ้มครองให้ปลอดภัย "  โดยพระท่านทำการปลุกเสกด้วยตนเอง กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแน่นอน..
เงินทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธา ก็ย่อมไม่น้อยเช่นกัน

 

บทสรุป..

คนที่หนึ่ง..เป็นเพราะความคิดเก่าๆ หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจลึกเกินไป จนไม่สามารถถอนตัวได้ ใช้ความคิดพื้นๆ อีกทั้งไม่มีกึ่น บุคคลเช่นนี้จึงไม่เหมาะกับการค้าขาย

คนที่สอง..เป็นการขายความเห็นใจ ความสงสาร วิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการขายชั้นต่ำสุดเรียกว่า เสนอการขายโดยหมอบคลานก้มหน้า ไม่สามารถยั่งยืนยาวได้

คนที่สามและสี่.. เป็นการคิดเพื่อลูกค้า สามารถพูดได้ว่าเป็นวิธีการที่ลูกค้าพึงพอใจเช่นนี้แล้ว ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีระดับหนึ่ง

คนที่ห้า..ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ยังสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้ซื้อผลลัพธ์ย่อมไม่เลวแน่

คนที่หก.. เป็นผู้บรรลุก้าวถึงขั้นสูงสุดแล้ว ไม่ใช่เป็นการขายหวีแต่เป็นการขายยันต์คุ้มครองกาย สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ซื้อได้เช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร

ปัญหาเดียวกัน ล้วนมีวิธีที่สามารถแก้ได้หลายวิธีอย่าด่วนสรุปลงความเห็น ลอง
คิดหลายๆวิธี บางครั้งอาจจะได้คำตอบหรือผลลัพธ์ที่คาดคิดไม่ถึงก็ได้.

 

ที่มาจากเฟซบุ๊ก Niwat Rungvicha, Suvinit AumPornnavalaiAum Sky ExitsAum SkyExits อ่ำ ผู้กำกับคนซื่อ

 

2015-02-21-pattaya

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 58 ที่ผ่านมา  มีโอกาสไปถ่ายงานที่พัทยา  โดยวางแผนกำหนดการไว้ดังนี้


ป่าชายเลนอ่างศิลา> บางแสน > หาที่พักที่พัทยา > พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์, Amazing Art Pattaya

เริ่มต้นทริปสตาร์ทรถออกจากบริษัทวิ่งขึ้นทางด่วนอุรุพงศ์ออกพระรามเก้า ขึ้นมอเตอร์เวย์ เข้าสุขุมวิท ไปอ่างศิลา น้อยคนจะรู้ว่าที่อ่างศิลามีป่าชายเลน ชื่อเต็มๆ ของที่นี่คือ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ”คนเมืองอย่างเรา เจอศูนย์การค้าจนลืมไปแล้วว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศคืออะไร? 

ออกพระรามแปด


เก๋มาก เอาจักรยานไว้บนหลังคา

 

บัตรมอเตอร์เวย์เก่ามาก ลอกหมดจนเกือบไม่เห็นอะไรแล้ว

(บัตรมอเตอร์เวย์เก่ามาก ลอกจนมองแทบไม่เห็นลาย)


อย่างแรกเลยคืออยากได้ภาพปูก้ามดาบกับกุ้งดีดขัน กลับกลายเป็นว่าช่วงเวลาที่มานั้นน้ำขึ้นและไม่มีดินเลนแล้ว โชคดีที่มีปลาตีนโผล่ออกมาให้ได้เห็นบ้าง  

สะพานไม้ที่นี่ยาว 2.3 กิโลเมตร เดินไม่หมด มาได้ครึ่งทางก็ยอมแพ้ แต่สวยจริงๆ มากี่ทีๆ ก็รู้สึกดีด้วย

ริมสะพานไม้



ถ้าไม่ใช่คนพื้นที่คงไม่มีใครมาเยี่ยมสถานที่สวยๆ แบบนี้ เหมาะเอาไว้เดินออกกำลังกาย เป็นสวนสาธารณะอย่างดี มีลุงขึ้นหนึ่งเป็นผู้ดูแล (ถ้าสังเกตดีๆจะเจอแกนั่งเฝ้าอยู่ เดินไปเดินมา) แต่ถ้าหมดรุ่นลุงแกแล้วคงจะหาคนที่รักพื้นที่มาอยู่ดูแลนี้ยาก

 

// อย่าเพิ่งงง บล็อกนี้เจ้าของเดียวกับเครดิตรูป siwika.bloggang.com

วันเกิดแฟนถามว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม ตอบไปว่า “อยากอยู่ด้วยกัน...(นานๆ)” วาเลนไทน์นี้ไปเที่ยวกันงมทางด้วย GPS 12 ชั่วโมง ก็เลยได้อยู่ด้วยกันนานสมใจ

 

ทุกอย่างผิดแผนมาตั้งแต่วันเกิด  อุตส่าห์จะเตรียมของให้แฟน แต่วุ่นมากจนไม่มีเวลาไปซื้อ  อยากจะไปเที่ยวทะเลกัน แต่กลัวรถติดเป้าหมายของทริปวันนี้คืออยากไปไหว้พระเที่ยวแถวสุพรรณ  สิ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงคือ “เราไปน้ำตกไทรโยคกันเถอะ”

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เรามาโผล่ที่น้ำตกเอราวัณ สนุกสนานกันทั้งคู่

 

แพลนที่เราวางไว้คนเดียวกับสุพรรณ คือไม่ได้แพลน  ออกมาสะเปะสะปะว่า “อยากไปวัดไผ่โรงวัว ตลาดสามชุก บ้านควาย ซื้อของฝาก ฯลฯ” กลับ

 

 

 

วาเลนไทน์ปีนี้มีคนอยู่ด้วย เราคุยกัน สรุปคือไปกาญจนบุรี  แฟนบอกว่าไม่ไกลจากสุพรรณ 

 

เป็นสถานที่ที่ไปเช้าเย็นกลับได้ แต่ถ้าเอาจริงๆ ไปทะเลที่ชลฯ ระยะทางจะใกล้กว่าเยอะ เราก็ไปกันอย่างไม่รู้เส้นทาง เปิด GPS ตลอดทาง และเครื่องก็แฮงค์ๆ เพราะอับสัญญาณอินเตอร์เน็ต

 

กินข้าวกันที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว ร้าน "คีรีธารา" (เปิดรีวิวมาจากเน็ตเหมือนกัน อร่อยดีนะ ชอบเลย!)

(สั่งต้มยำกุ้ง, น้ำพริกคีรีธารา, ยำขาหมูทอด, ขนมปังหน้าไก่, มูสเค้กช็อกโกแลต.. อร่อยทุกอย่าง)

 

 

พอไปถึงเอราวัณ (อย่างทุลักทุเล) ก็พบกับภาพประทับใจ

แฟนเรียกเมืองกาญฯ ว่า "กาญนะจ๊ะบุรี" น่ารักดี .. ดูผู้คนเจ๊าะแจ๊ะจอแจ

 

 

 

ฝรั่งถอดเสื้อขี่มอเตอร์ไซต์ ใส่หมวกกันน็อค ดูแต่งตัวไม่ให้เกียรติประเทศตูเลย!!  ทุกคนมุ่งหน้ากันสู่น้ำตก  ตื่นเต้นกันใหญ่ รถคันหลังเตรียมห่วงยางปลาโลมามาด้วย 

 

 

  

 
 
 
 

ถนนบางสายมืดมาก ข้างทางไม่มีไฟทางหลวงเลย โชคดีที่บางช่วงมีงานฝังลูกนิมิต ตลอดทางผ่านมาสัก 4 วัด..ขอบคุณไฟงานเหล่านี้

ขากลับก็กลับด้วย GPS พาไปทางตรง ไม่มีหลง คนขับกับคนดูทางนี่แหละจะงง ไม่คุ้นชินเลย.. รู้สึกดีที่เกิดมาทันเทคโนโลยีนี้ 

 

ค่านิยม

คนเราเกิดมาพร้อมกับค่านิยมที่มีอยู่แล้วในสังคม  ค่านิยมเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมแต่ละบุคคลให้มีบุคลิกต่างกัน

 

สถาบัน

ไม่เพียงสถาบันการศึกษาหรือสถาบันครอบครัว สังคมที่แต่ละคนอยู่เป็นเครื่องหล่อหลอมให้เขามีนิสัยที่แบบนั้น  นิสัยไม่ได้เกิดขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับคนรอบตัวด้วย  ต่อให้เราไม่ชอบสถาบันหรือสังคมที่เราอยู่  แต่นั่นก็เป็นสาเหตุสำคัญให้เราเฟดตัวออกมาหาสังคมใหม่ที่เป็นตัวเรา

ฐานะ

คนมีตังค์กับคนไม่มีตังค์มีรูปแบบการใช้ชีวิตต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อเงินมาเป็นปัจจัยจำกัด มันก็ทำให้แต่ละคนจัดการชีวิตภายใต้วงเงินที่จำกัด

หน้าที่การงาน 

งานของเราจะทำให้เราได้เจอกับปัญหาหลากหลายประเภท ถึงแม้บางทีจะเป็นตำแหน่งเดียวกัน แต่ความสามารถในการจัดการได้ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน

รูปร่างหน้าตา

ต้องยอมรับว่าสังคมให้เกียรติและคาดหวังคนหน้าตาดีว่าต้องเป็นคนดีมากกว่าคนหน้าตาเฉยๆ หรือขี้เหล่ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องของค่านิยมอย่างเดียว มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่สัญชาติญาณจะดึงดูดกับความสมมาตรสมส่วนของรูปร่างหน้าตาฝ่ายที่เราพบเห็น

 

 ------------------------------------------------------------------------------

 
เคยคิดว่าจะปิดบล็อกนี้ทิ้งไปแล้ว ไม่ได้เข้ามาเล่นตั้งนานมาก เว้นระยะไปเป็นปี เขียนมาตั้งแต่สมัยเรียน ปีสอง (อายุสิบเก้า) เผลอแป๊บเดียว ยี่สิบกว่าแล้ว แทนที่จะปิดบล็อกทิ้งก็เลยปรับปรุงพัฒนาบล็อกให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นพัฒนาไปตามตัวดีกว่า 
 
พวกคอนเท้นท์เก่าๆ ขออนุญาตซ่อนไว้ อ่านแล้วรู้สึกเด้กก เด็ก .. คนเราโตขึ้น ภาษามันก็เปลี่ยนไปเนอะ
 
ใครที่เคยฟอลโล่วเค้า และยังติดตามกันอยู่ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ .. เราจะแวะเวียนไปเยี่ยมทุกคนเสมอๆ นะคะ

ขอบคุณที่เติบโตมาพร้อมกันค่ะ^^