พระองค์พีระ

posted on 26 Dec 2009 16:24 by axolotl
 

เกิดวังปารุสก์ เล่ม ๒ สมัยประชาธิปไตย

 

 

 

เพิ่งเริ่มอ่านไปเรื่อยๆ ดีใจที่ได้ยืมอ่าน  ณ ช่วงเวลานี้ .. ไม่งั้นปล่อยไว้อีกนานหน่อยก็คงจะโดนปลวกขึ้น หรือหนังสือถูกส่งเข้าไปอยู่ชั้น 6 จำพวก rare book ที่การจะเข้าไปแสวงหามาดูนั้นออกจะดูยุ่งยากกว่าธรรมดานิสหนึ่ง

 

อ่านๆๆ ไป ยังไม่พ้นบทแรก พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ทรงกล่าวถึงเจ้านายองค์หนึ่ง เรียกว่า พระองค์พีระ ..

 

แรกๆประมาณว่า ทางรัชกาลที่ 7 นั้น ทรงมีจดหมายมาหาพระองค์จุลฯ อยู่เนืองๆ สมัยเป็นนักเรียนอยู่ต่างประเทศ ไม่อยากให้คบหากัน กลัวพระองค์จุลฯพาเสียคน เพราะเคยมีเรื่องมีราวว่าทรงใช้เงินฟุ่มเฟือยในการแต่งตัว ใช้เงินเกินงบ กับพระองค์เจ้าอาภัส ...พี่ชายขององค์พีระ

 

ตอน พระองค์พีระ 15-16 ก็ได้ถูกส่งไปเรียนอีกที่หนึ่ง เลยไม่ค่อยได้เจอกับพระองค์จุลฯ  แต่หลังๆ ทางประเทศมีปัญหามากขึ้น ประกอบกับรัชกาลที่ 7 ทรงพระประชวร เลยไม่ทรงห้ามให้เจอกันแล้ว .. ทั้งสองพระองค์เลยได้สนิทกันมากขึ้น

 

องค์อาภัสที่เป็นพี่ชายขององค์พีระก็ทรงสอนขับรถ องค์พีระแม้จะเรียนไม่เป็นที่โดดเด่นแต่ว่าเรื่องกีฬาก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน ในอีตัน (ทรงเรียนที่โรงเรียนประจำอีตัน...ที่เดียวกับนายกอภิสิทธิ์อ่า) องค์พีระก็มีพรสวรรค์ในการขับรถมาก..

 

อ่านมาถึงแถวๆนี้ก็สงสัย เพราะพระองค์จุลฯเขียนว่า "ผลของการชอบขับรถของพีระจะเป็นอย่างไรต่อไป ผู้อ่านส่วนมากก็คงจะทราบอยู่แล้ว" เราก็เลยลองเซิร์สดู

 

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช

ทรงแข่งรถชนะหลายรายการ สร้างชื่อเสียง  จนได้รับชายาว่า ดาราทอง เพราะแข่งชนะติดกัน 3 ปี ทางนั้นเลยยกย่อง

(อันนี้เราคิดว่าคนสมัยนั้นคงแปลมากจาก  golden star.... แปลซะเชยเลย)

 

พระองค์ทรงแข่งรถเรื่อยๆ แต่งงานกับผู้หญิงต่างชาติคนหนึ่งที่สวย มีชาติตระกูล แต่ก็ต้องเลิกกันเพราะมีสาวๆเข้าหาองค์พีระมาก เพราะพระองค์ทรงดังและมีเสน่ห์ รวย มีชีวิตแบบเศรษฐี เลยมีผู้หญิงเข้าหามาก

 

ทรงแต่งงานสี่ครั้ง หม่อมแต่ละคนก็สวยๆทั้งนั้น

มีลูกสองสามคน ลูกชายคนแรกนั้นเสียชีวิตตอนอายุ 17 ด้วยโรคมะเร็งตับ

 

ทรงซื้อบ้านอยู่ที่อ่อนนุช ปัจจุบันคือซอยอ่อนนุช 12

 

ทรงเสียชีวิตตอนอายุประมาณ 71 ที่สถานีรถไฟ ดังจะกอบข้อความมาวางให้ดูดังนี้

"เวลาผ่านไปจนถึงทศวรรษ ๑๙๗๐ ความโอ่อ่ารุ่งเรืองในอดีตกลายเป็นเรื่องที่ถูกเก็บลง...บ หมดสิ้นไปกับกาลเวลา พระองค์พีระมีพระชนม์หกสิบเศษ อาจจะเสด็จปะปนไปกับฝูงชนริมถนนในกรุงเทพมหานครโดยไม่มีใครรู้จักว่าชายชราผู้นี้คือใคร ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ เท่าที่ทราบคือทรงดำเนินชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ฐานะความเป็นอยู่ก็ไม่อำนวยให้ทรงอยู่ได้อย่างชั้นหนึ่งเหมือนเมื่อก่อนอีก

เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๖ เสด็จกลับไปอังกฤษอีกครั้ง เก็บพระองค์อย่างชายชราที่ไม่มีใครรู้จัก ทรงแวะเยี่ยมหม่อมซีริลเป็นครั้งสุดท้าย

สองวันก่อนคริสต์มาส ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ผู้คนในลอนดอนกำลังชุลมุนวุ่นวายจับจ่ายซื้อข้าวของต้อนรับเทศกาลสำคัญที่สุดของชาวคริสต์ ชายชราคนหนึ่งล้มลงที่สถานีรถไฟบารอนส์คอร์ต สิ้นลมหายใจก่อนแก้ไขทัน

ไม่มีใครทราบว่าชายชาวเอเชียคนนี้เป็นใคร ไม่มีหลักฐานชื่อที่อยู่ในตัวเขา นอกจากจดหมายเขียนเป็นภาษาที่ตำรวจอ่านไม่ออก สก๊อตแลนด์ยาร์ดส่งจดหมายไปสอบถามผู้เชียวชาญทางภาษาที่มหาวิทยาลัยลอนดอน กินเวลาถึง ๗ วันก่อนจะรู้และแจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ในลอนดอนว่า พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช เจ้าดาราทองผู้โด่งดังที่สุดเมื่อ ๕๐ ปีก่อนสิ้นพระชนม์เสียแล้ว พระชนม์ ๗๑ พรรษา

BBC ออกข่าวโทรทัศน์ทั่วประเทศทั้งเช้า กลางวัน เย็น ถือเป็นข่าวใหญ่ ITV ออกข่าวไปทั่วโลก

ข่าวสิ้นพระชนม์ลงข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับ รวมทั้งนสพ.อังกฤษและประเทศอื่นๆที่เคยทรงทำชื่อเสียงไว้

สถานทูตจัดพิธีสวดพระอภิธรรมถวายอย่างสมพระเกียรติ บรรดาเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ในอังกฤษได้รับแจ้งข่าวนี้ทั้งหมด เมื่อพระศพถูกเคลื่อนย้ายไปที่สุสานเพื่อถวายพระเพลิง นักแข่งรถดังๆสมัยเดียวกันรวมตัวกันทั่วยุโรป บินมาร่วมแสดงความคารวะ หม่อมราชวงศ์ นริศรา จักรพงษ์ ธิดาในพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เป็นผู้อัญเชิญธูปเทียนพระราชทานมาร่วมงาน ข้าราชการไทยในสถานทูตไปร่วมงานกันทั้งหมด

หม่อมราชวงศ์ มาลินี จักรพันธุ์ ผู้รวบรวมประวัติของท่าน ส่งท้ายไว้อย่างงดงามว่า

" ดวงพระวิญญาณลอยละล่องขึ้นสู่สรวงสวรรค์ พระองค์สิ้นพระชนม์อย่างโดดเดี่ยว เพียงแค่จดหมายภาษาไทยหนึ่งฉบับที่ทรงทิ้งไว้เพื่อส่งท้ายให้ได้ทราบว่าพระองค์คือใคร

เทพส่งพระองค์ท่านลงมาจุติอย่างงามสง่า พระนามขจรขจายก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไปทั่วโลก และเทพได้นำพระองค์ท่าน " เจ้าดาราทอง" เสด็จกลับขึ้นไปอย่างเดียวดาย เหมือนสวรรค์แกล้งให้โลกลืม""

จาก http://www.rubsub.com/forums/index.php?topic=4167.0

 

ลองเซิร์สหารูปพระองค์พีระ แล้วเจอรูปลูกชายเขาอีกคนหนึ่ง

หน้าเหมือนกันมาก... ดูแล้วโคตรตกใจ

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2008/03/K6455651/K6455651.html

 

จากการได้อ่านชีวประวัติของท่านแล้วเห็นว่า สมัยก่อนนั้น ราชวงศ์ถูกคาดหวังให้เรียนด้านทหารกันเป็นส่วนใหญ่ เพื่อรักษาความมั่นคงของราชวงศ์

 

แต่คนในราชวงศ์ ก็เป็นคน คนหนึ่ง ..

มีหัวใจ

มีอิสระทางความคิด

 

นี่ถ้าพระองค์ทรงไม่ได้ถูกส่งไปเรียนต่างประเทศ ก็จะไม่ได้เห็นว่า ความเป็นมนุษย์นั้นมันมีอะไรอีกหลายอย่างที่ให้ทำ

 

ทรงแข่งรถ ด้วยความสนับสนุนของพระองค์จุล

ตอนแรกก็ได้รางวัลมาแต่คนไทยเองก็เพิ่งรู้ทีหลัง ..

พระองค์ทรงไปเรียนต่อด้านศิลปกรรมศาสตร์

ทางรูปจากลิงค์ข้างบนนั้นมีรูปที่พระองค์ทรงปั้นแมวน้ำคาบปลาอยู่ - -

ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วังจักรพงศ์ ...

แสดงให้เห็นว่าทรงได้คบหากับพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ เยี่ยงพี่น้อง .. เพื่อนแท้... จนชีวิตต้องพรากจากกันไป

(พระองค์จุลสิ้นพระชนม์ก่อน ด้วยโรคมะเร็ง)

และเมื่อพระองค์พีระสิ้น ลูกสาวของพระองค์จุลก็ไปงานศพแทน

 

Direct man.

posted on 19 Dec 2009 11:39 by axolotl
 

Direct man.

 

 

 

 

 

 

หลังจากที่เจอเรื่องนี้ จึงต้องมีการโฟนอินเล็กน้อย ..

 

เจออีกแล้ว มนุษย์ที่ใช้ชีวิตแบบนี้ ... แม้เราจะแอบคิดอยู่ตลอดว่า เวลา และวุฒิภาวะที่มาถึงจุดๆนี้ จะทำให้คนเราคิดอะไรได้บ้าง .. มองเห็นชีวิตที่เป็นชีวิตจริงๆบ้าง ..

 

แต่เราก็ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเป็นอย่างนั้น คนอายุ 22 ปี กับทางเลือกที่มีอยู่ทางเดียว

 

ดีนะ ที่เราเคยเจอ คนอายุเจียนเกษียร ที่มีชีวิตเป็นทางเดียวอย่างนี้มาก่อน .. ไม่อย่างนั้นเราคงจะตกใจเป็นหนักหนา .. เกิดเวทนาในอารมณ์มากไปกว่านี้

 

วงจรชีวิตของคนพวกนี้ เขียนได้ทางเดียว

 

เกิด > พอมีพัฒนาการหน่อยก็เรียนหนังสือ > ให้ได้เกรดดีๆ > เข้าโรงเรียนดีๆ > เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ > เรียนให้ได้เกรดดีๆ > ฝึกงานที่ดีๆ > เรียนต่อที่ดีๆ >ทำงานที่ดีๆ

 

หรือเขียนย่อสั้นๆ

 

เกิด > แก่  > เจ็บ >ตาย > หายไปจากโลก

 

เคยเจอคนๆหนึ่ง .. (อาจารย์ที่สอนๆเรานั่นแหละ)

เรียนเกียรตินิยม จบมาเรียนต่อ .. ทำงาน.. เป็นอาจารย์ .. พูดจาไม่เข้าหูคนเท่าไหร่ เห็นแก่ประโยชน์หรืองานตัวเองมาก่อน... โดนเด็กเกลียด  จนอายุใกล้เกษียร .. แต่ไม่เคยฝากความดีไว้กับโลกเลย

 

ส่วนอาจารย์อีกท่านหนึ่ง .. ยากจน ทนเรียน สู้ชีวิต เรียนจบ . .ได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศเหมือนกัน .. กลับมาทำงานประเทศไทย ..  สอนเด็กให้เป็นคน สอนคนให้กับชาติของจริง

 

เข้าเรื่องของเรา ที่เราเจอมา คือเราสอบเลิกหกโมงเย็นเกือบทุ่มนึง . .. แล้วมายืนรอรถตู้ .. เจอคนรู้จัก อยู่คนละภาคกัน แต่รู้ๆมาว่า เขาเคยซิ่วมาจากที่เดิม เพื่อทำเกรดให้ดีขึ้น

 

เรื่องราวที่คุยกับตลอดทาง ก็มีว่า ..

เรียนเป็นไงบ้าง

สอบเหลือกี่ตัว

ฝึกงานที่ไหน

บลาๆๆ

 

มันก็ดูเหมือนจะเป็นบทสนทนาธรรมดาที่คนวัยนี้ทักทายกัน .. แต่ทว่า คำพูดแต่ละประโยคมันสื่อว่าในหัวของคนๆนี้มีแต่อะไรพวกนี้

 

เขาต้องเรียน ต้องอ่านหนังสือสอบ ให้ได้คะแนนดีๆ ดีมากๆ จะได้ฝึกงานที่ดีๆ ทำงานที่ดีๆ  มีเครดิตต่อโท

 

จริงๆทางคนเราก็ควรเป็นเช่นนั้นก็จริง

แต่ทำไมต้องเอามันมาเป็นมากกว่าเป้าหมาย .. เป็นมากกว่าวัตถุประสงค์การใช้ชีวิต

 

คนพวกนี้รู้มั๊ย ว่าชีวิตจริงๆคืออะไร

 

เราขยะแขยง .. แทบไม่อยากจะสนทนาต่อ

คือเราก็พยายามพูดให้เห็นว่าชีวิตจริงๆควรเป็นอย่างไร.. แต่พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียสีวิกา - -

 

เราก็ไม่แปลกใจเลย ถ้าอนาคต คนๆนี้จะดำเนินชีวิตไปตามทางตรง อย่างที่เราเขียนไว้ข้างบน เมื่อเขาคิดว่าก้าวไปในทางที่สูงขึ้นแล้ว คุณค่าความเป็นคนของเขาอาจจะน้อยลง

 

มีช่วงหนึ่งที่เขาพูดถึงอาจารย์ภาคเราคนหนึ่ง .. ว่า อาจารย์คนนี้ต่อโทด้วยเงินพ่อเงินแม่ ทั้งๆที่เรียนจุฬาฯ ก็มีทุนให้มากมาย ถ้าเรียนเก่งจริง.. นี่เราไม่ได้อะไรหรอกนะ เห็นสอนเวลาพูดก็ดูเหมือนจะเก่ง แต่พวกของในห้องแลปก็ออกเงินเอง...

 

มันสื่อว่าเขาไม่ได้มีความเคารพนับถืออาจารย์คนนี้

ทั้งๆที่เรารู้มาก่อนหน้านี้ อาจารย์ท่านนี้เป็นคนที่เรารู้สึกว่าเขาสมควรเกิดมาเป็นอาจารย์สอนเรา . ...การได้เรียนกับเขา ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เขา.. ถือว่าเป็นเกียรติมาก

 

เพราะการได้ทุนต่างๆนั้น  ในทางงานด้านนี้ มันผูกมัด แบบว่า จบเกษียรมา ยังหาความเป็นคนไม่ได้ .. (มิน่าหล่ะ เพื่อนคนนั้นถึงมองว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม)

 

ผลงานที่ออกมาด้วยความสามารถของตัวเอง ก็ย่อมเป็นชื่อของหน่วยงานที่ให้ทุนเป็นธรรมดา ซึ่งแฝงไปด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ.. วัดค่าเป็นตัวเงิน.. ที่ซื้อความเป็นคนได้

 

เราหน่าย

 

แล้วของในห้องแลปอาจารย์ที่อาจารย์ออกเงินซื้อเอง.. มันแสดงให้เห็นถึงอะไรตามที่เพื่อนคนนั้นคิดไปได้ยังไงว่ะ? .. ทั้งๆที่ การมีเงินซื้อของในแลปเอง มันก็แสดงถึงความสามารถที่จะหามา อุปกรณ์แต่ละชิ้นเป็นหมื่นเป็นแสน (ได้ข่าวว่าห้องแลปอาจารย์ หลักล้าน)  แถมยังลงทะเบียนเป็นของภาคไปแล้ว .. เพราะว่าการที่เอาของมาใช้ในมหาวิทยาลัย ได้ชื่อว่า Made in จุฬาฯ  ต้องลงทะเบียน ... นี่อาจารย์ต้องสูญเงินตัวเองเพื่อเข้าภาคไม่รู้เท่าไหร่ . . นี่ไม่แน่จริง ทำไม่ได้หรอกนะ

 

เหตุผลที่แท้จริงคือ อุปกรณ์เวลาสั่งภาคซื้อ หรือสั่งเบิกนั้น ยืดเยื้อ กินเวลา เป็นเดือนเป็นปี แล้วไม่ทันต่องาน ที่ควรจะเป็น ก็เลยซื้อเองซะเลย

 

กลับกลายเป็นถูกมองว่า .. ไม่ได้ทุนจุฬาฯ ไม่เก่ง ...

 

ตลก

 

คนที่มีชีวิตแบบนั้น .. ต้องอยู่ในสังคมที่มีการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกันต่อไป .. พวกนี้คงปรับตัวมีวิวัฒนาการคู่กับของพวกนั้นไปแล้ว...

 

ถ้าเป้าหมายเขามีอันต้องหักไปในขั้นตอนหนึ่ง.. เขาคงจะอยู่ไม่ได้

น่าสงสารนัก

สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือ

 

...

เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้หนักหัวใครค่ะ

ป้าตาบอด

posted on 19 Dec 2009 10:43 by axolotl
 

 

 

 

 

 

 

จะเขียนตั้งแต่สองวันที่แล้ว ที่เจอมา แต่ว่าเรียนเหนื่อย เลยไม่ได้เขียน

 

เรื่องมันมีอยู่ว่า

 

วันพฤหัสที่ 17 ธันวาคม นั้น เรามีเรียนเก้าโมง

ตอนที่ยืนรอรถอยู่ที่กองสลาก

เดินๆๆ

เห็นลุงกับป้าคู่หนึ่งเดินจูงกัน

อายุก็น่าจะเกือบหกสิบ หรือเลยแล้ว

สังเกตดีๆถึงเห็นว่า ป้าแกตาบอด

 

ลุงแกจูงป้าเดิน .. ไม่รู้จะเดินไปไหน

เคยเห็นแต่คนตาบอดค่อยๆจูงกันเดิน โดยจะมีไม้เท้าเคาะๆ

 

 

แขนข้างหนึ่งของป้าแกก็อยู่ในอ้อมแขนของคุณลุง

(ขนาดนั้นๆๆ)

 

ซักพัก รถมา เราก็เลยต้องขึ้น .. ไม่ได้มองตามต่อ

 

จนกระทั่งรถติด

ถนนราชดำเนิน .. ถนนสายแรกๆของประเทศไทยที่มีรถวิ่ง

และปัจจุบันก็ยังมีรถวิ่งอยู่มากที่สุดสายหนึ่งในประเทศ

รถเยอะมาก

ลุงแกจูงป้าข้ามถนน

เราก็มองตามไป

เราน้ำตาซึมเลยอ่ะ

ซึ้ง...

 

ตอนพริกเข้าตา ให้เพื่อนจูงไปล้าง ยังกลัวสะดุดพื้นหัวทิ่ม

 

เวลาอุโมงค์ไฟดับ ยังกลัวว่าจะมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอ ตะปาด ตะขาบ หมานอนหมอบ คั่นทางอยู่ .. แค่ระยะทางสั้นๆ ยังไม่ค่อยกล้าเดิน

 

เวลาไฟที่บ้านดับ .. สถานที่ที่เราคุ้นเคยแท้ๆ แต่ถ้าให้เราเดินไปเดินมาท่ามกลางความมืด .. เรายังกลัวจนไม่รู้จะบรรยายยังไง

 

นี่ลุงแกก็ไม่รู้จะพาป้าไปไหน

ป้าแกก็ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง

ระหว่างทางมีอะไร

 

ลุงแกก็จูงๆๆ นำทางไป

ข้ามถนนที่รถเยอะมาก

ป้าแกก็วิ่งๆๆ ตาม เดินอย่างกับคนปกติ

เหมือนมีตาปกติ

 

แล้วถ้าวันหนึ่งลุงไม่อยู่แล้ว.. ป้าแกจะทำยังไง?

 

เรารู้สึกซึ้งสะตีวิตี้มาก

น้ำตาซึม .. จะร้องไห้

ซึ้งอ่ะ ...

ทุกครั้งที่หัวเราว่างๆ เราก็ยังคงคิดถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ

ชีวิตสองชีวิต ที่มีความสุข ... แบบร่างกายไม่สมบูรณ์
กับอีกหลายชีวิต ที่มีร่างกายครบสมบูรณ์ แต่ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข

เราเห็นขายๆอยู่เต็มไปหมด .. ตอนรอรถกลับบ้าน เห็นน้องๆมัธยมหัวเกรียนๆ อมกันตอนฟ้ามืด ดูเป็นเทรนดี .. ก็เลยงงว่าของแบบนี้มันขายได้ด้วยหรือ

ปรากฏว่าวันนี้มีผู้ใหญ่ออกมาจัดระเบียบแล้ว.. โอ้ว

...

...

ระบาดหนักทุกพื้นที่เจอที่ไหนจับได้ทันที

อย.สั่ง สสจ.คุมเข้มทั่วประเทศ หลังได้ข้อมูล "ลูกอม-อมยิ้มเรืองแสง" ระบาดหนักทุกพื้นที่ ลั่นเจอที่ไหนจับดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดได้ทันที เผยมีขายตามร้านค้าเต็มไปหมด แถมในอินเตอร์เน็ตก็มีจำหน่ายกันเกลื่อน หวั่นเด็ก ๆ จะได้รับอันตราย รีบส่งตัวอย่างไปให้กรมวิทย์ฯตรวจสอบสารที่บรรจุอยู่ภายใน พร้อมเปิดสายด่วน 1556 แจ้งเบาะแส

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการจำหน่าย อมยิ้มเรืองแสง และลูกอมเรืองแสง ทั้ง  ในท้องตลาดและอินเทอร์เน็ต กำลังเป็น  ที่นิยมของเด็กและวัยรุ่นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนได้ มีการสั่งการและประสานงานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศแล้ว เพื่อกำชับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ช่วยเป็นหูเป็นตาดูการจำหน่ายลูกอม หรืออมยิ้มเรืองแสง ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย เนื่องจากมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศจีนมาจำหน่ายโดยไม่ได้รับ อนุญาต ดังนั้นหากใครที่จำหน่ายสามารถจับกุมดำเนินคดีได้ทันที
   
เลขาธิการ อย. กล่าวต่อว่า อยากฝากไปยังพี่น้องประชาชนที่พบการจำหน่ายอมยิ้ม หรือลูกอมเรืองแสง ให้แจ้งเบาะแสมายัง อย.ที่สายด่วน 1556 หรือจะแจ้งเจ้าหน้าที่ สสจ.ทั่วประเทศ อย.จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาด
   
ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.กองควบคุมอาหาร อย.กล่าวว่า ขณะนี้ลูกอม หรืออมยิ้มเรืองแสง ทางกองควบคุมอาหาร ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ทั้งตัวอมยิ้มและก้านอมยิ้ม ที่นำมาหักแล้วจะเกิดเป็นสารเรือง แสงว่ามีส่วนผสมของสารที่เป็นอันตรายหรือไม่ โดยเกรงว่าเด็ก ๆ อาจจะได้รับอันตราย คงจะทราบผลในเร็ว ๆ นี้ว่าข้างในมีสารอะไรบ้าง สำหรับความผิดของผู้จำหน่ายเบื้องต้น คือ 1.ขายอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะไม่ได้มีการขออนุญาตนำเข้า 2.ฉลากอาหารไม่ถูกต้อง โทษปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท และ 3.ถ้าตรวจพบว่ามีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายจะเข้าข่ายขายอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
   
"ขณะนี้ในกรุงเทพฯมีการขายอมยิ้ม  เรืองแสงเต็มไปหมด โดยเฉพาะตลาดบางแห่งขายเยอะมาก ซึ่ง อย.พยายามที่จะสืบ สวนเพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ที่ลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายอยู่ คาดว่าจะมีการลักลอบผ่านมาทางด่านต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ นอกจากนี้ก็มีการขายกันเกลื่อนทางอินเทอร์เน็ต จากการสอบถามไปยังแหล่งข้อมูลที่ให้เบอร์โทรฯไว้ทางอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะพบว่า เป็น  ร้านค้าย่อยขนาดเล็กที่มีคนนำมาฝากขาย".

ทำไมถึงมีเม็ดทรายอยู่ในปาก...???

เคยมีผู้ป่วยมาปรึกษาว่า ในขณะที่สนทนาตามปกติอยู่นั้น รู้สึกว่ามีเม็ดอะไรเล็กๆ มาอยู่ที่บนลิ้น จึงบ้วนออกมาพบว่าเป็นเม็ดเล็กๆ แข็งๆ สีขาวนวล ผู้ป่วยจึงเก็บเม็ดเล็กๆ นั้นมาปรึกษาแพทย์ เนื่องจากไม่ทราบว่าเม็ดทรายนั้นมาจากไหน และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เม็ดเล็กๆ นั้นอาจเป็นได้หลายสาเหตุ เช่น

  1. เศษอาหารที่ตกค้างอยู่ที่ต่อมทอนซิล แล้วหลุดปนออกมากับน้ำลายในขณะที่พูดหรือไอ เศษอาหารที่ติดค้างอยู่ที่ต่อมทอนซิลนั้นบางครั้งจะถูกย่อยสลายจนหมดไปในที่สุด แต่บางครั้งจะติดค้างอยู่ที่ต่อมทอนซิลได้นานและเกิดการหมักหมม ทำให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น ( (ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีกลิ่นปากหรือลมหายใจมีกลิ่น) และก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมทอนซิลและคอขึ้นมาได้
  2. เศษวัสดุที่ใช้อุดฟัน แล้วเกิดการกระทบกระเทือนหรือเสื่อมสภาพ จึงหลุดออกมาจากบริเวณที่อุด
  3. เศษของฟันที่แตกหักออกมาจากฟันที่ไม่แข็งแรง หรือมีการบิ่น หรือมีรอยร้าวอยู่ก่อนแล้ว ปกติแล้วเราควรพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสุขภาพช่องปากและฟันอย่างน้อยทุก 6 เดือน ถ้าพบอาการผิดปกติใดๆ ของฟันและช่องปากจะได้รักษาได้ทันท่วงที (บางครั้งผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน เช่น ฟันผุ ฟันโยก แต่ตัวผู้ป่วยเองไม่ทราบเนื่องจากไม่มีอาการก็เป็นได้)
  4. นิ่ว (หินปูน) จากต่อมน้ำลาย ซึ่งต่อมน้ำลายนั้นจะมีท่อนำน้ำลายมาเปิดเข้าช่องปาก นิ่วจากต่อมน้ำลายจึงอาจถูกน้ำลายพัดพาเข้ามาในช่องปากได้ น้ำลายของคนเรามีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น น้ำ, เมือก (Mucous), แคลเซี่ยม, ฟอสฟอรัส เป็นต้น พบว่าปัจจัยบางอย่าง เช่น การอักเสบของต่อมน้ำลาย, การดื่มน้ำน้อย ฯลฯ มีส่วนทำให้หินปูนตกตะกอนในท่อนำน้ำลายและต่อมน้ำลาย และก่อตัวเกิดเป็นนิ่วขึ้นมาได้ นิ่วเหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยปวดที่ต่อมน้ำลาย, ต่อมน้ำลายอักเสบบ่อยๆ, ต่อมน้ำลายบวมมากขณะรับประทานอาหาร หรือตัวเม็ดนิ่วหลุดปนออกมากับน้ำลายได้ การรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่พบนิ่ว เช่น ถ้านิ่วฝังอยู่ในตัวต่อมน้ำลาย ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเอาต่อมน้ำลายนั้นออกทั้งต่อม แต่ถ้านิ่วนั้นอยู่ที่ใกล้ๆ รูเปิดของท่อนำน้ำลายก็อาจจะสามารถเอานิ่วออกมาได้ โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดต่อมน้ำลาย เป็นต้น
imageที่มา : พญ.จิราวดี จัตุฑะศรี
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 

วันนี้เรียนเรื่อง gene express แบบรีวิวทบทวน

สะดุดใจกับคำถามอาจารย์ข้อหนึ่ง  ... ถ้าเป็นพืช .. ยีนมันจะแสดงออกเมื่อไหร่ .. อย่างเช่นเมล็ดพืช ที่อยู่ในดิน

ก็เรียนๆมา ว่า เมล็ดโดนน้ำ ถึงจะงอก มีแสง มีแร่ธาตุ  ก็แล้วยีนมันจะแสดงออกเมื่อไหร่ ยังไง ?? นั่นดิ?

 

มันทำให้เรานึกได้ว่า แค่โดนน้ำ มันก็งอกรากออกมาแล้ว มันไปกระตุ้นกลไกการแสดงออกของยีนยังไง? การแสดงออกของยีน เสมือนการเปิดสวิชต์ให้เกิดการแปลรหัส ให้ได้โปรตีน เป็นเอนไซม์กระตุ้นการสร้างมวลสารอินทรีย์ต่างๆเป็นความเติบโต .. ดังนั้นพวกเนื้อเยื่ออวัยวะจึงจะเพิ่มขึ้น เป็นราก เป็นต้น เป็นใบ .. เพราะแค่ในเมล็ดเอง มันก็ก้อนกลมๆเล็กๆ ปิ๊ดเดียวเอง

 

 

ไม่อย่างนั้น เม็ดดินเม็ดกรวด โดนน้ำ ก็แปลงร่างเป็นอย่างอื่นได้ .. แต่นี่ มันเป็นเมล็ด .. เป็นของมีชีวิตได้

 

เคยเรียนมาว่าเซลล์ทุกเซลล์มีความต่างศักย์ในตัวเอง

 

อย่างนั้นถ้าอธิบายทางไฟฟ้า ก็หมายความว่า ไอ้ที่เราสงสัยเมื่อกี้นี้ ตอบได้คล้ายๆกับเหตุการณ์ที่เอาน้ำสาดปลั๊กไฟ หรือน้ำกลั่นในแบตเตอร์รี่ อะไรอย่างนั้นรึเปล่า

 

คิดภาพว่าเมล็ดหรือกลุ่มก้อนเซลล์ที่มีชีวิตนั้น เหมือนเป็นแบตเตอร์รี่หลายๆก้อน ต่อแบบวงจรที่ออกแบบมาเป็นหลายๆห้อง แต่ละส่วนไว้ทำหน้าที่หนึ่ง (ไปเป็นราก) (ไปเป็นลำต้น) (ไปเป็นใบเลี้ยง)

 

หรือท่านึกภาพไม่ออกลองนึกเป็นไฟถนนราชดำเนิน (- -)

 

ที่สาดน้ำลงไป เหมือนเป็นไฟ ให้สปาร์กไปทั่วกายาสถาน

 

คราวนี้หล่ะบึ๊ม

 

เพราะเซลล์ทุกเซลล์เปรียบเสมือนแบตแต่ละก้อนอยู่แล้ว... ทีนี้ก็เป็นการเปิดการทำงานของยีน

 

...

นอกจากน้ำก็มีแสง เป็นตัวกำหนดทิศทางการเจริญเติบโตอีก

ต้นไม้จะเอนซ้าย จะเบี่ยงไปทางขวา จะงอกดีไม่ดี ก็ขึ้นกับแสง

 

โห

 

น่าสงสาร

 

งี้เกิดเป็นต้นไม้ก็น่าสงสารแย่ดิ

 

ระหว่างนั่งใต้ไซน์ในคาบว่าง .. มองไปที่ต้นไม้หลังเรือนกระจก งอก งอก งอก โต โต โต เขียว เขียว เขียว

 

เราก็นึกพูดขึ้นมาว่า

" นี่แก เกิดเป็นต้นไม้นี่น่าสงสารเนอะ .. จะโตได้ต้องขึ้นอยู่กับแสง .. จะขยับไปไหนก็ไม่ได้

แสงมาทางซ้าย ชั้นก็ต้องโตไปทางซ้าย

แสงไปทางขวา ชั้นก็ต้องโตไปอีกทางขวา

ไม่มีแสงชั้นก็ตาย

 

 

จะมีชีวิตอยู่ยังไงก็ขึ้นอยู่กับแสง

จะเดินไปอีกนิดนึงก็ไม่ได้

 

นี่ถ้ามีความรัก

ชั้นรักต้นไม้ต้นนู้นที่อยู่ห่างออกไปอีกสองเมตร

ก็ได้แต่มอง

จะผสมเกสรกันก็ต้องเสี่ยงดวงจากพวกผึ้ง

 

นี่เกิดเป็นมนุษย์ ดีกว่าไม่รู้เท่าไหร่ ยังมามามีเงื่อนไข มัวอย่างนู้น มัวอย่างนี้อีก.."

 

"แกพูดแล้วชั้นจะร้องไห้"

มองไป เพื่อนคนหนึ่งจะร้องไห้จริงๆ - -"

 

เพื่อนอีกสองคนมองเราสองคน ..อีนี่เพ้อ - -"

 

และนี่แหละ คือตัวตนของเรา.. เราคิดอย่างนี้จริงๆนะ

พลุราชดำเนิน

posted on 07 Dec 2009 22:30 by axolotl
 
 

พลุราชดำเนินน่ากลัวมาก

 

เมื่อวานนัดกันไปดูไฟสนามหลวง

ย่อสั้นๆ ไปไม่ถึงสนามหลวง

 

นัดกันไปนัดกันมา .. เจอกันที่พาต้าก่อน

แล้วเราก็เดินๆๆๆกัน จากพาต้า ไปเรื่อยๆ จนถึงมัฆวานรังสรรค์ แล้วออกไปโบกรถกลับ

 

เริ่มจากเดินจากพาต้า ไปทางท่าน้ำปิ่นเกล้า

จากถนนที่ตอนเวลาเร่งด่วนรถเยอะมหาศาลบานเบือก กลับกลายเป็นถนนคนเดิน

มีซุ้มเหมือนงานวัดตั้งเต็มไปหมด ตั้งแต่

ปาลูกโป่ง

ช้อนปลา

โยนห่วง

ยิ่งปืน

สอนดาว

ล้วงไข่

(ไม่เห็นอย่างเดียวคือสาวน้อยตกน้ำ)

ของขายลายตามากมายตั้งแต่ของเล็กๆไปจนถึงของใหญ่ๆ

ลูกชิ้นปิ้ง บาบีคิว ไก่ม้วน สายไหม บลาๆๆๆ

 

สายไหมนี่ขอเหอะ ... หากได้กินกับใครสักคนหนึ่ง.. มองตากัน จูงมือกัน .. โอ่ย โคตรโรแม้นซ์

แต่ทว่า .. คนที่เดินข้างๆด้วยก็มีแต่ เพื่อน เพื่อน เพื่อน แล้วก็เพื่อน

 

หลายคนก็เดินกันเป็นคู่ๆ แม้เราจะมากับเพื่อนๆ ก็ไม่เหงาและว้าเหว่มาก .. เพราะเพื่อนเยอะดี

 

เดินผ่านพ้นซุ้มต่างๆ ก็เดินขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ

 

...

 

เคยนั่งรถผ่านหลายทีแต่ไม่เคยเดินอะไรกะเขาแบบนี้

มองลงไปข้างล่าง มีเรือสำราญ ที่ดาดฟ้าเป็นที่ดินเน่อร์ เห็นแล้วนึกถึงเรื่อง ไททานิก - -"

ก็โบกมือทักทายกัน ส่งเสียงกรี๊ดๆให้

ตอนมองลงไป เรือก็ต้องไปข้างหน้าเรื่อยๆ เราอยู่ข้างบนจึงรู้สึกเหมือนโดนดูด

 

เดินๆไปเรื่อยๆจนถึงกองสลาก

ยืนรอขึ้นรถเมล์ทุกเช้า ไม่ยักจะคิดว่าคนมันจะเยอะได้ขนาดนี้

เมื่อเทียบกับการรอรถเมล์สาย 47 ไปเรียน ที่คิดว่ามีคนเยอะแล้ว

 

กำลังจะเดินต่อไป แต่ก็ไปแทบไม่ได้ เพราะติดเวทีตับไตไส้พุง ... น้ำชาขึ้น

พอพ้นๆ ไป ก็ถ่ายรูป ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ

 

ถ่ายกับน้ำพุ เกาะกลางถนน

สวยมาก

สวย ได้ไม่ถึงสิบนาที พลุขึ้น

 

จุดแบบใกล้มาก เพิ่งเห็นว่าเขาปักไว้ตรงแถวๆน้ำพุนั่น - -"

น่าจะมีป้ายบอกสักหน่อยหนึ่ง

 

ตามด้วยลูกใหญ่ๆๆ

ใหญ่มาก

ใหญ่ที่สูงไปยอดๆเทอร์โมสเฟียร์ได้

น่ากลัวมาก

เสียงกัมปนาทเหมือนระเบิดลง

ไม่รู้จะสวยหรือจะกลัวก่อนดี ... วิ่งเข้าข้างทาง กลัวโดนสะเก็ด

เพราะจุดอยู่ยอดหัวเรานี่เอง กลัวสะเก็ดจะตกลงมาโดน

 

ส่งข้อความบอกเพื่อนหลายคน "พลุราชดำเนินน่ากลัวมาก"

เผื่อว่าจะรับรู้ความรู้สึก

 

นานพอสมควรกว่าจะหยุด

ปั้งๆๆๆๆ

 

เดินๆๆ ต่อไปเรื่อยๆ เห็นของเล่นเรืองแสงที่ดีดขึ้นไปบนฟ้าแล้วจะตกกลับลงมา

อยากได้มาก แต่ไม่รู้ว่าซื้อที่ไหนกัน

 

เรื่องสำคัญต่อมาคือ ... ปวดฉี่

 

เห็นรถสุขาเคลื่อนที่เหมือนกัน แต่ไม่กล้าเข้า

ผู้หญิงผู้ชายคันเดียวกันแต่คนละฝั่ง + น้ำอะไรไม่รู้ไหลออกมาจากรถตลอดเวลา เห็นแล้วแหย๋ง บ่กล้าเข้า

 

ก็เลยได้ แมกโดนัลสาขาราชดำเนิน ข้างๆ สตรีวิทย์ เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากนี้ ^ ^

 

ขอบคุณมากเลยที่สร้างขึ้นมา

 

เดินๆๆๆ ต่อไปเรื่อยๆ จนไปโผล่มัฆวานรังสรรค์ .. เห็นพิมย่อๆ ขนาดนี้ เราใช้เวลาเดินทั้งหมด 2 ชั่วโมงกว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้

 

ผู้คนมากมาย คงจะเหมือนมหรสพสมัยร้อยกว่าปีก่อน ต่างกันตรงที่มีเครื่องเสียง แล้วก็ข้าวของประหลาดๆ มากมายขึ้น

 

สุดท้ายเดินผ่านทางสกปรกๆ ซอกหนื่ง โบกรถกลับบ้าน

 

ไปลงในหมู่บ้านเพื่อนก่อน แล้วเพื่อนอีกคนขับมอไซด์มาส่งที่บ้าน ..

ทริปนี้จบด้วยการกลับมานอนอืด ตื่นมาตอนเที่ยงของอีกวัน ^ ^

ที่ที่ดีที่สุด

posted on 05 Dec 2009 11:08 by axolotl

ที่ที่ดีที่สุด

 

 

 

เพิ่งจะสำเหนียกสำคัญว่า ที่ที่ดีที่สุด ไม่ใช่ที่ที่มีแต่สิ่งดีๆ ไม่มีมลทิน

สวย

สว่าง

สะอาดตา

แต่ในโรคมนุษานังนี้ ที่ที่ดีที่สุด เราเพิ่งค้นพบว่า คือที่ที่มีความเลวร้ายอยู่น้อยที่สุด

 

ทุกสถานที่ที่อยู่บนโลกที่ขึ้นชื่อว่ามีมนุษย์นี้ .. มีแต่สถานที่ที่มีความเลวเจืออยู่ทั้งนั้น

 

จะเลวน้อยเลวมาก ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใจคน

 

 

 

คนเราจะรู้ตัวเองว่าอยู่ในที่ดีหรือไม่ดี ตราบเมื่อมีตัวเปรียบเทียบ

ขณะที่เราอยู่ในสังคมของเรา เราอาจจะไม่เคยพอใจ หรือรู้สึกพอดีได้เลย

 

แต่เมื่อเรารับรู้ถึงคนที่มีอยู่ในสังคมอื่นๆ

ไม่น่าเชื่อ ว่าเขาจะอยู่ได้ในสถานที่ที่เลวร้ายแบบนั้น

 

เมื่อเทียบกับหลายๆคน จากหลายๆที่

นี้แสดงว่าเราอยู่ในที่ที่ดีกว่าคนอื่นๆหละสิ?

เหนือความคาดหมาย

posted on 15 Nov 2009 23:36 by axolotl
 

เหนือความคาดหมาย

 

 

 

 

 

ช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมองเห็นทาง

อย่างน้อยก็เห็นทางมาว่าเราจะเลือกหรือเราจะไม่เลือก

เราเลือกจะทนหรือไม่ทน

อย่างน้อยเราก็รู้เขารู้เรา

ไม่ว่าเขานั้นจะเป็นคนหรือไม่ใช่คน (หมายถึงสถานการณ์)

 

แต่วันนี้ทำไมมองไปแล้วอะไรๆมันว่างเปล่า

การที่เราทำอะไรมาถึงแถวๆนี้ เรามองเห็นเค้าโครงมาก่อนล่วงหน้าแล้วเป็นปีๆๆ

แต่ทำไมวันนี้เรากลับมองไม่เห็นอะไรเลย

 

กลัว

กลัวการมีชีวิตอยู่กับการไม่รู้อะไรเลย

จากคนๆหนึ่งที่ไม่เคยกลัวอะไรแบบนี้

 

บางคน เขาอยู่กับสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวตน

ทุกวันตื่นมาก็มีชีวิตอยู่กับในสิ่งที่ไม่ชอบ

สองบรรทัดก่อนหน้านี้ไม่ได้หมายถึงเรา

เพราะเรารู้ตัวว่าเราอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น และรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเราเป็นยังไง

แต่กลับบางคนที่เราหมายถึงนั้นน่าสงสารกว่าเรามาก

รู้แต่ว่าอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ และไม่ใช่ แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ชอบ และใช่นั้นมันเป็นยังไง

(และคนพวกนี้ก็มีอยู่เยอะซะด้วยสิ)

 

สงสารหลายคนที่โดนสังคมที่ไม่ชอบนั้นหลอม

พอหลอมไปแล้วเขาก็จมอยู่กับห้วงความเป็นมนุษย์ที่น่าสงสารที่สุดในระบบกาแลกซี่ทางช้างเผือก

มนุษย์ผู้มีสติปัญญาแต่เป็นสิ่งมีชีวิตมีหูมีตาที่โดดเดี่ยวล่องลอยอยู่ในมุมเล็กๆในจักรวาล

 

ในห้วงความเป็นมนุษย์นั้นหลอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่เป็นหลักสำคัญที่ยิ่งใหญ่

แต่ในจักรวาล ดาวเคราะห์เล็กใหญ่เกิดจากการระเบิดและแรงในอวกาศ มันไม่ได้เอื้อให้ดาวทุกดวงมีสิ่งมีชีวิต

 

กับดาวโลก ดวงเล็กๆที่คั่นดาวเคราะห์ใหญ่ๆอีกห้าดวงที่ร้อนระอุและว่างเปล่า

แม้แต่ดวงจันทร์ที่เย็นเป็นบริวารของดาวบางดวง ก็ยังไม่เหมาะที่จะสร้างสิ่งมีชีวิต

 

แล้วหันกลับมาดูมนุษย์ที่จมปลักอยู่กับเรื่องง่ายๆ

ด่ากัน

ทะเลาะกัน

เพราะยังไม่รู้ตัวเองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่าสงสารแน่แท้

 

มนุษย์สร้างปัญหาให้ตัวเอง ... เพื่อขจัดความเหงาเบื้องลึกทางชาติพันธุ์อย่างนั้นหรือ?

 

ถึงแม้คนหนึ่งจะหยุดอยู่เฉยๆ เดินทางเป็นเส้นตรง...แต่ก็ต้องแอบเลี้ยวไปทางลัด หรือหักหลบ คนบางพวก ... พวกที่เหมาะจะเรียกว่าเป็นขยะแห่งจักรวาล